แก้ไขปัญหาด้วยเลเซอร์รักษาหลุมสิว ด้วย ER:YAG

แก้ไขปัญหาด้วยเลเซอร์รักษาหลุมสิว ด้วย ER:YAG (Erbium YAG Laser) เป็นเทคโนโลยีในการสร้างผิวใหม่

สำหรับอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาหลุมสิวแบบธรรมชาติไม่ได้การตอบรับที่ดี ดังนั้นการรักษาจึงสามารถทำได้หลากหลายวิธีด้วยกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันในทุกๆ วิธี คือการทำลายพังผืดที่เหนี่ยงรั้งผิว เราต้องเอาพังผืดใต้ชั้นผิวหนังออก แล้วสร้างคอลลาเจนให้ผิวกลับมาเรียบเนียนเหมือนเดิม การรักษาหลุมสิวจึงจำเป็นควรทำการแก้ปัญหาในแต่ละชั้นของผิว โดยต้องทำการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวด้านบนใหม่ และการสร้างและปรับโครงสร้างคอลลาเจนที่ผิดปกติด้านในให้กลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ โดยทุกขั้นตอนของการรักษาต้องทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อให้น้อยที่สุด เรามาดูกันค่ะ ว่าวิธีรักษาหลุมสิวอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการรักษาเช่นกันคือ การรักษาด้วยเลเซอร์ที่มีชื่อว่า ER:YAG (Erbium YAG Laser)

ER:YAG คืออะไร?

ER:YAG (Erbium YAG Laser) เป็นเลเซอร์ที่ใช้รักษาแผลหลุมสิว ปัญหารูขุมขนและลบริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพและผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ โดยการใช้พลังงานงานแสงความเข้มสูงที่คลื่นความยาว 2,940 nm ซึ่งเป็นช่วงที่มีความจำเพาะเป็นพิเศษกับน้ำในชั้นผิว ทำให้สามารถผลัดเปลี่ยนเซลล์ใหม่ (Resurfacing) ที่ผิวชั้นบนโดยไม่เกิดอันตรายกับเนื้อเยื่อส่วนอื่นได้ในทุกสีผิว ด้วย MicroSpot handpiece ที่มาพร้อมเทคโนโลยีไมโครเลนส์ชนิดพิเศษที่ทำให้เกิดลำแสงเลเซอร์เลเซอร์ขนาดเล็กถึง 169 MicroSpots ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนเมื่อลงไปยังชั้นหนังแท้ความร้อนจะกระตุ้นให้หนังแท้สร้างเส้นใยคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ซึ่งเส้นใยคอลลาเจนที่สร้างขึ้นมานี้จะช่วยให้ผิวเรียบเนียน และแผลหลุมตื้นขึ้น การทำงานของเครื่องเลเซอร์ถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ส่งพลังงานแสงไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมายอย่างแม่นยำ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชั้นหนังกำพร้า จึงทำให้เกิดแผลหลังการรักษาน้อยมาก

ข้อดีของการรักษา ER:YAG

  • ซึ่งจะสามารถเห็นผลได้ตั้งแต่การรักษาครั้งแรก!!!
  • ขนาดหลุมสิวจะมีขนาดเล็กลง
  • ผิวจะเรียบเนียนเต่งตึงขึ้น
  • ร่องรอยเล็กๆบนใบหน้าจะลดเลือนและจางหายไป
  • ผิวของคุณแลดูอ่อนเยาว์
  • กระชับมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติเผยผิวเรียบเนี่ยนได้โดยไม่ต้องปกปิด

ข้อเสียของการรักษา ER:YAG

  • ระหว่างทำไม่เจ็บ แต่จะรู้สึกร้อนๆ ใต้ผิว ประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง
  • ใช้เวลาในการฟักฟื้นหลังทำ 5-10 วัน

แนวทางการรักษา : ใช้เวลารักษา 15 – 20 นาที เพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นของการรักษา ควรทำการรักษาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันนาน 3-5 ครั้ง ในทุกๆ 1 เดือน

อาการหลังทำ ER:YAG

หลังการรักษาผิวหนังจะอมชมพูคล้ายตากแดดจัดประมาณ 2-3 วัน ซึ่งเป็นปกติของการรักษา เซลล์ผิวใหม่จะถูกสร้างขึ้นทันทีภายใน 24 ชั่วโมงและดำเนินต่อไปอีกหลายอาทิตย์ โดยช่วงแรกเซลล์ผิวเก่ายังไม่ถูกผลัดให้ลอกหลุดออกไปนั้นจะทำให้ผิวหน้ามีสีเข้มขึ้น จึงดูคล้ายผิวหมองคล้ำ ซึ่งเมื่อเซลล์ผิวเก่าหลุดออกใช้เวลา 5-10 วัน ก็จะมีเซลล์ผิวใหม่ที่สวยงามและหลุมสิวที่ตื้นมากขึ้น รูขุมขนกระชับอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ

การเตรียมตัวก่อนเลเซอร์รักษาหลุมสิว

  • เดินทางมาให้แพทย์ตรวจดูปัญหาหลุมสิวล่วงหน้าก่อนวันรับบริการยิงเลเซอร์
  • แจ้งประวัติสุขภาพ ประวัติการใช้ยาประจำตัว วิตามินเสริม อาหารเสริม สมุนไพรเสริมสุขภาพทุกชนิดให้ทางสถานพยาบาลทราบล่วงหน้าก่อน
  • งดการทำหัตถการที่ผิวส่วนที่จะรักษา เช่น สครับผิว ขัดผิว แวกซ์ขน โกนขน ดึงขน ประมาณ 3 วันก่อนรับบริการ
  • งดใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารเรตินอล (Retinol) สารเรตินอยด์ (Retonoid) กรดไกลโคลิก (Glycolid Acid) อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนรับบริการ

การดูแลตัวเองหลังเลเซอร์รักษาหลุมสิว

  • หลังทำการรักษาให้หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลโดนน้ำในช่วง 24 ชม.แรก
  • ทาบำรุงด้วยครีมที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ชั้นผิวอย่างต่อเนื่องจนกว่าสะเก็ดแผลจะหลุด (5-7 วัน)
  • งดการออกไปสัมผัสแสงแดดจัดๆ ในระยะยาว หากจำเป็นต้องออกไปในที่โล่งแจ้ง ควรทาครีมกันแดด SPF 50+ และสวมหมวก กางร่ม หรือแว่นกันแดดเพื่อปกปิดผิวจากแสงแดดให้มากที่สุด
  • หมั่นทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เสริมความชุ่มชื้นให้กับผิวเสมอ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นกว่าเดิม
  • งดการแกะ แคะ หรือสะกิดผิวหากผิวตกสะเก็ดหรือมีแผลจากการยิงเลเซอร์ เนื่องจากอาจทำให้เกิดแผลที่หลุมสิวและทำให้หลุมสิวมีรอยคล้ำหรือเป็นหลุมลึกกว่าเดิมได้
  • หากเป็นสิวเพิ่มหลังจากยิงเลเซอร์ ให้กลับไปพบแพทย์เพื่อรักษาสิว อย่าแกะ แคะหรือบีบสิว เนื่องจากทำให้เกิดหลุมสิวเพิ่มขึ้นกว่าเดิม

การทำการรักษาด้วย ER:YAG (Erbium YAG Laser) ระยะเห็นผลขึ้นอยู่กับสภาพใบหน้า และร่องรอยของหลุมสิวที่ลึกแตกต่างกัน ทั้งนี้ ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาเลือกเทคนิค เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการรักษาที่ดีที่สุด

แชร์บทความนี้